ACTIVITY / NEWS PR

Born in a Barn

 

 

 

 

TREK จากโรงนาสู่ความเป็นหนึ่งในวิศวกรรมจักรยาน

 

การเดินทางทุกครั้งต้องมีก้าวแรก สิ่งที่ยิ่งใหญ่ใดๆต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆก่อนและTrek เองก็หนีกฎเกณฑ์ธรรมชาติข้อนี้ไม่พ้นจากปี1975สู่ปัจจุบันด้วยความคิดของริชาร์ด เบิร์ค (Richard Burke) และบีวิล ฮ็อกก์  ผู้ก่อตั้งบริษัทจักรยานเทรคขึ้นเมื่อปี1975ในโรงนาเก่าๆแถบเมืองวอเตอร์ลู รัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ ด้วยวัตถุประสงค์เริ่มแรกแค่เพียงเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆในครัวเรือน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพาหนะทางเลือกของผู้คนในแถบนั้น ไม่มีทั้งแผนยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารในอนาคต ไม่มีแม้แต่เงินจะโฆษณาและมีสถานภาพลุ่มๆดอนๆตั้งแต่ปีแรกๆ จนกระทั่งเบิร์คพลิกเกมการค้าด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เสียใหม่ มุ่งเข้าหากลุ่มลูกค้าด้วยการสนับสนุนการแข่งจักรยานแล้วจากนั้นชื่อเทรคก็ติดปากคนอเมริกัน ต่อมาจึงเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลกด้วยซื่อเสียงด้านคุณภาพที่น่าเชื่อถือ 

 

จากธุรกิจที่เริ่มต้นจากโรงนาหลังบ้านผลิตเฟรมจักรยานที่ใช้ท่อเหล็กขึ้นรูปและเชื่อมด้วยฝีมือช่างล้วนๆ ปัจจุบันเทรคมีพนักงานทั่วโลก1,727คนโดยยังคงสำนักงานใหญ่และฐานการผลิตอยู่ที่วอเตอร์ลู (Waterloo)เช่นเดิม ทำรายได้ถึงปีละ 600 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็นผู้ผลิตเฟรมจักรยานจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เป็นจักรยานคู่ใจแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์หลายสมัยรวมทั้งแชมป์อื่นๆทั่วโลกอีกมากมาย  ธุรกิจผลิตจักรยานทุกระดับจากจักรยานใช้งานประจำวันถึงจักรยานสมรรถนะสูงระดับแข่งขันในแกรนด์ทัวร์ ถูกส่งต่อจากริชาร์ด เบิร์คสู่จอห์น เบิร์ค (John Burke)บุตรชายในปี1998ถึงปัจจุบัน ณ วันนี้เทรคยังคงความเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมจักรยาน เป็นที่ยอมรับและเป็นบริษัทผู้ผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก และต่อไปนี้คือประวัติที่น่าสนใจ

 

 

 

 

 


 1975-1979 ปีแห่งการเริ่มต้น

 

ในเดือนธันวาคม 1975 ริชาร์ด เบิร์คและบีวิล ฮ็อกก์ได้เริ่มธุรกิจผลิตจักรยานขึ้นในชื่อบริษัท Trek Bicycle จนถึงต้นปี1976ด้วยคนงานเพียง5คนช่วยกันประกอบท่อเหล็กเป็นเฟรมจักรยานที่โรงนาของเบิร์คในเมืองวอเตอร์ลู รัฐวิสคอนซิน  ด้วยเป้าหมายคือลูกค้าระดับกลางและระดับบนแข่งกับตลาดจักรยานเดิมที่ญี่ปุ่นกับอิตาลีครองตลาดอยู่   เฟรมจำนวน900ชิ้นสร้างด้วยมือทั้งสิ้นและจำหน่ายในราคาชิ้นละ200ดอลลาร์ลงมา  ต่อมาในปี1977เทรคได้เข้ารวมทุนกับบริษัทเพ็นน์ ไซเคิลในเมืองริชฟีลด์ มินเนโซตาซึ่งบริษัทนี้ได้กลายเป็นผู้แทนจำหน่ายรายแรกในโลกของบริษัทเทรค จากการรวมทุนนี้ทำให้ภายในเวลา3ปียอดขายของเทรคพุ่งขึ้นถึง2,000,000ดอลลาร์

 

 

 

 

 1980-1984 สยายปีก ขยายกิจการ

 

 ในช่วงต้นทศวรรษ1980หลังจากยอดขายของเทรคพุ่งขึ้นปัญหาก็ตามมาคือกำลังผลิตไม่พอ ยอดขายที่พุ่งลิ่วๆในปลายทศวรรษ1970ทำให้ภายในไม่กี่ปี  เทรคต้องคิดถึงยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัท โรงนาสีแดงที่เคยใช้ผลิตเฟรมจักรยานด้วยช่างเพียงไม่กี่คน  เริ่มไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ชอบการขี่จักรยานที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น  ในปี  1980 เทรคจึงต้องขยายกิจการด้วยการซื้อที่ดินเพื่อขยายโรงงานให้กว้างขวางถึง2,400ตารางเมตร โดยยังมีสำนักงานใหญ่อยู่ชานเมืองวอเตอร์ลู  จะเป็นเพราะสร้างจักรยานกันเพลินหรืออย่างไรไม่มีใครทราบ แม้แต่ตัวริชาร์ด เบิร์คเองก็คงลืมไปว่าตัวเองกำลังดำเนินธุรกิจอยู่ตามที่เขาเคยพูดไว้ว่าพอสร้างโรงงานใหม่ขึ้นนั่นแหละเราถึงรู้ว่ากำลังทำธุรกิจอยู่

 

 

 

ด้วยโรงงานใหม่ใหญ่กว่าเก่าเทรคจึงสามารถขยายงานจากการสร้างเฟรมอย่างเดียวเป็นการประกอบจักรยานทั้งคัน ปี 1981 คือช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เทรคกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกในเวลาต่อมา เพราะปีนี้เองที่เทรคเปิดตลาดจักรยานเสือหมอบระดับแข่งขันเฟรมเหล็กในระดับโปรคือรุ่น  750 และ 950  ต่อมาในปี 1983 เทรคได้เผยโฉมเมาเทนไบค์แบบแรกรุ่น 850 ต่อสายตาชาวโลก จากนั้นจึงเริ่มเปิดตลาดชิ้นส่วนตกแต่งและอุปกรณ์อัพเกรดในปีถัดมา ด้วยการเปิดแผนกเทรค คอมโพเนนท์ กรุ๊ป(TCG) เพื่อให้เป็นแบรนด์สินค้าแบบครบวงจร

 

 

 

 

 

 

 

 

1985-1991 ผู้นำเทคโนโลยี

 

ในปี 1985 เทรคเริ่มบุกเบิกด้านเทคโนโลยีเฟรมจักรยานด้วยการใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับการผลิตอากาศยาน และได้เปิดตัวTREK 2000 ด้วยเฟรมที่สร้างจากอลูมินัมเกรดอากาศยานรุ่นแรกโดยใช้วิธีเชื่อมข้อต่อต่างๆด้วยกาวชนิดพิเศษ  แม้ว่าจะประสบความสำเร็จมาก แต่การสร้างเฟรมอลูมินัมด้วยการเชื่อมต่อด้วยกาวนี้ได้ก่อปัญหาในระบบการผลิตกับบริษัทมแม้ว่าจะชำนาญด้านการสร้างเฟรมเหล็กกล้าด้วยมือมาแต่ต้น หลังจาก TREK2000 แล้วบริษัทจำต้องถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อพัฒนาสายการผลิตที่สมบูรณ์แบบ  ปีต่อมาจึงสานต่อความสำเร็จของเฟรมรุ่น 2000 ด้วย TREK 2500 คาร์บอนคอมโพสิต  โดยใช้ท่อคาร์บอน 3 ชิ้นเชื่อมต่อกับข้อต่อหลักด้วยกาวชนิดพิเศษที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากเฟรมอลูมินัมรุ่น TREK2000 ถือว่าเป็นการเปิดตลาดด้านเทคโนโลยีสู่การสร้างเฟรมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์อย่างเต็มตัว

 

ในปีเดียวกันนั้นเพื่อให้การผลิตสามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น โรงงานประกอบและสร้างเฟรมเดิมในวอเตอร์ลูจึงถูกเพิ่มเนื้อที่ขึ้นอีก7,000ตารางเมตร และเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ครบวงจรอันจะเป็นการเสริมความเด่นของแบรนด์จักรยาน เสื้อผ้าแบบไลฟ์สไตล์และสำหรับจักรยานในแบรนด์เทรค แวร์”(Trek Wear)จึงถือกำเนิดขึ้นในปี1988  ถัดมาอีกปีเมื่อเล็งเห็นว่าแบรนด์จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้านอกสหรัฐฯได้ เทรคจึงเปิดสำนักงานเพิ่มขึ้นในอังกฤษและเยอรมนีพร้อมกับแนะนำจักรยานในแบรนด์แจซซ์ (Jazz) ซึ่งเป็นจักรยานในระดับเริ่มต้นและจักรยานเด็กที่ผลิตในไต้หวันแต่ออกแบบโดยเทรคสหรัฐฯเป็นการขัดตาทัพในระหว่างที่ทีมงานเริ่มคิดค้นออกแบบจักรยานสำหรับอนาคตในนามของ TREK โดยตรง แจซซ์ถูกผลิตต่อเนื่องมาจากปีนั้นแล้วมาสิ้นสุดการผลิตในปี1993 เพื่อเน้นผลิตจักรยานเพื่อการแข่งขัน สันทนาการและการเดินทางประจำวัน

       

ปี 1989 นับว่าเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของเทรค เพราะเป็นปีที่บริษัทได้เผยโฉมจักรยานเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์เต็มรูปแบบคือ TREK 5000  เป็นเฟรมคาร์บอนแบบ โมโนคอร์กประกอบกับตะเกียบอลูมินัม โดยเทรคเป็นผู้ออกแบบแล้วให้เบรนท์ ทริม เบิลผู้ผลิตจากภายนอกสร้าง  ด้วยน้ำหนักเพียง1.5ก.ก. ซึ่งนับว่าเบามากในสมัยนั้น แม้จะเบาที่สุดแล้วแต่ยังมีปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพ TREK5000 จึงโลดแล่นอยู่ในตลาดเพียงปีเดียวเท่านั้น ความผิดพลาดนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่ทำให้เทรคเป็นผู้ที่มีความชำนาญเรื่องการผลิตจักรยานคาร์บอนมากที่สุดในโลก เพราะ เทรคเรียนรู้ที่จะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเสมอเพื่อเรียนรู้วิธีการแก้ไขข้อบกพร่อง ในที่สุดกลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้เทรคพัฒนาการผลิตเฟรมคาร์บอนด้วยตนเองในปีถัดมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1992-1996 OCLV และการควบรวมกิจการ บุกตลาดโลก

 

ในช่วงต้นทศวรรษ1990 บ็อบ รีดผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีของเทรคได้ไปดูงา  นด้านอุตสาหกรรมอากาศยานที่เมืองซอลท์ เลค ซิตี รัฐยูทาห์และได้พบกับผู้สร้างแบบพิมพ์วัสดุรายสำคัญคือเรเดียส เอนจิเนียริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งวิสัยทัศน์ที่ทำให้รีดเข้าใจได้ว่าความสำเร็จในอนาคตของเทรคจะต้องขึ้นอยู่กับการสร้างเฟรมจากคาร์บอนไฟเบอร์เท่านั้น ด้วยจุดเด่นคือทั้งเบาและแข็งแกร่งแต่ไม่กระด้าง สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี  หลังจากได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการผลิตใน TREK 5000 มาแล้ว เทรคก็พร้อมจะบุกตลาดเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์

 

เทรคได้ตัดสินใจทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างเทคโนโลยีของตนเองขึ้น จนกระทั่งในปี1992จึงสามารถเผยโฉมเฟรมแบบคาร์บอนเต็มรูปแบบสู่ตลาดได้ คือรุ่นTREK 5500 และ TREK 5200ในชื่อกระบวนการผลิตที่จดสิทธิบัตรไว้คือOCLV (Optimum Compaction Low Void)  ที่สามารถไล่ฟองอากาศอันเป็นปัญหาด้านความแข็งแกร่งของเฟรมออกได้มากที่สุด เป็นกระบวนการผลิตโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่สุงกว่ามาตรฐานของการผลิตอากาศยาน  ด้วยน้ำหนักเพียง1.11ก.ก. เฟรมรุ่น5500จึงครองตำแหน่งเฟรมจักรยานเบาที่สุดในโลกในขณะนั้น  และเพราะเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ OCLV  นี้ต้องใช้เครื่องจักรหนักและใช้เนื้อที่การผลิตมาก โรงงานวอเตอร์ลูจึงถูกเพิ่มเนื้อที่อีกครั้งเป็น13,000ตารางเมตร 

 

ปี 1992 คือช่วงเวลาสำคัญอีกปีหนึ่งของเทรค เพราะเป็นปีที่เทรคเริ่มผลิตเมาเทนไบค์แบบฟูล ซัสเพนชั่นแบบแรกภายใต้รหัสซีรีส์  9000 พร้อมกับระบบซับแรงสะเทือนลิขสิทธิ์ของเทรคคือ T3C (ล้อหลังจะเคลื่อนที่ด้วยระยะทางเป็น 3 เท่าของการยุบตัวของช้อคหลัง) ปีถัดมาเทรคได้ผลิตเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ OCLV ของเมาเทนไบค์ที่เบาที่สุดและแกร่งที่สุดรุ่น 9800 และ 9900 ด้วยน้ำหนักเพียง 1.29 ก.ก.เพื่อต่อยอดความเป็นจ้าวตลาดในด้านเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ 

 

ในปี 1993 เช่นกันที่เทรคได้ควบรวมกิจการกับแกรี่ ฟิสเชอร์ เมาเทนไบค์ แบรนด์ที่ตั้งชื่อตามแกรี่ ฟิสเชอร์หนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้สร้างเมาเทนไบค์ขึ้นเป็นรายแรก ซึ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่สุดแบรนด์หนึ่งในขณะนั้น แกรี่ ฟิสเชอร์ได้ก่อตั้งบริษัทในปี1983 ก่อนที่จะขายกิจการให้กับบริษัทอันเลนแห่งไต้หวันในปี1991โดยที่ตนเองยังคงรั้งตำแหน่งประธานกรรมการอยู่ จนกระทั่งปี 1992  โอวี โคเฮน (Howie Cohen) ซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าจักรยานแบรนด์ Nishiki, Azuki และ Kuwahara จากญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยฟิสเชอร์กับแบรนด์ของเขาไว้ในด้านการตลาด จนกระทั่ง18เดือนต่อมาจึงเป็นนายหน้าเพื่อขายกิจการของแกรี่ ฟิสเชอร์ให้กับเทรคสำเร็จในปี1993

 

ปี 1994 เทรคได้ก้าวเข้าสู่วงการฟิตเนสส์ด้วยการแนะนำเทรค ฟิตเนสส์ เอ็กเซอร์ไซเคิล(Trek Fitness Exercycle) สำหรับผู้รักการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานในยิม  เอ็กเซอร์ไซเคิลของเทรคทำตลาดได้ดีพอสมควรในแวดวงคนชอบออกกำลัง ต่อมาอีกสองปีจึงแยกออกไปเป็นบริษัทอิสระในชื่อว่า วิชั่น ฟิตเนสส์

 

Y Bike คือเมาเทนไบค์แบบฟูลซัสเพนชั่นที่เทรคนำออกสู่ตลาดในปี1995 ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจากเมาเทนไบค์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง วายไบค์ของเทรคทำยอดขายได้ดีซ้ำยังได้รางวัลการออกแบบและวิศวกรรมยอดเยี่ยมจากนิตยสารพ็อพพิวลาร์ เมคานิคส์ในปีนั้นด้วย ในปี1995เช่นกันที่เทรคได้ซื้อบริษัทผลิตจักรยานคุณภาพสูงอีกหลายบริษัท เพื่อการครองส่วนแบ่งการตลาดให้มากที่สุด บริษัทที่ถูกเทรคซื้อคือไคลน์ (Klein) , เชฮาลิส (Chehalis)  ผู้ผลิตเฟรมจักรยานอลูมินัมคุณภาพสูง รวมทั้งบอนเทรเกอร์ ไซเคิลส์ (Bontrager Cycles) และซานตาครูซ (Santa Cruz) ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนจักรยานและเฟรมเหล็กคุณภาพสูง   อีกทั้งยังทำสัญญาว่าจ้างเกรก เลอม็องด์ (Greg LeMond) อดีตแชมป์ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ 3สมัยให้ทำหน้าที่ออกแบบ สร้างและจัดจำหน่ายจักรยานแบรนด์เลอม็องด์ ไซเคิลด้วยในปีนี้ นอกจากการขยายและควบรวมกิจการแล้วในปีนี้เช่นกันที่เทรคเปิดโรงงานประกอบจักรยานที่เมืองไวท์วอเตอร์ รัฐวิสคอนซิน โดยปล่อยให้โรงงานที่วอเตอร์ลูเน้นผลิตแต่เฟรมจักรยานเพียงอย่างเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1997-2005 นวัตกรรมใหม่จากแลนซ์ อาร์มสตรอง และการขยายกิจการ

 

ปี 1997 นี้เป็นปีที่เทรคได้แลนซ์  อาร์มสตรองที่เพิ่งครองแชมป์โลกประเภทจักรยานถนนในปี1993 มาอยู่กับทีมที่เทรคเป็นผู้สนับสนุนคือทีมยูไนเต็ด สเตท โพสเทิล เซอร์วิส อาร์มสตรองชนะโอเวอร์ออลในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ครั้งแรกของเขาในปี1999ด้วยจักรยานถนเทรค5500 เป็นอเมริกันคนแรกในทีมอเมริกันล้วนๆและใช้จักรยานอเมริกันแล้วทำลายสถิติด้วยการชนะโอเวอร์ออล7ครั้งรวด และชัยชนะของเขาทุกครั้งเทรคคือส่วนสำคัญในความสำเร็จนั้นๆ แต่ชัยชนะทั้ง7ครั้งของเขาต้องถูกตัดสินเป็นโมฆะหลังจากการตรวจสอบในปี2012พบว่าอาร์มสตรองใช้สารกระตุ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้จะถูกกล่าวหาว่าใช้สารกระตุ้น แต่ในแง่ของนักคิดบางท่านถือว่าอุตสาหกรรมและธุรกิจจักรยานเกิดขึ้นมาได้เพราะแรงบันดาลใจจากชัยชนะของคนอเมริกันคนนี้

 

เทรคตั้งกลุ่มวิศวกรและช่างเทคนิคเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์พิเศษขึ้นในปี1998  ชื่อกลุ่มแอดวานซ์ คอนเซ็ปต์ กรุ๊ป(เอซีจี) ให้ทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านผลิตเฟรมจักรยานถึงขีดสุดทั้งด้านวัสดุและเทคโนโลยี  ผลผลิตจากเอซีจีคือผลิตภัณฑ์ที่อาร์มสตรองใช้ในการแข่งขันจักรยานทางไกลตูร์ เดอ ฟร็องซ์ รวมทั้งจักรยานถนนในซีรีส์มาโดน(Madone)ที่เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกในปี2003 ที่ได้ชื่อมาจากภูเขาโคล เดอ ลา มาโดนในเมืองม็องต็องของฝรั่งเศสที่อาร์มสตรองใช้ซ้อมปั่นขึ้นเขายาว12ก.ม.เพื่อทดสอบความฟิตของตัวเองก่อนจะแข่งตูร์ เดอ ฟร็องซ์  และจักรยานไทม์ ไทรอัล TTXในปี2005

 

เทรคเปิดฐานการผลิตเฟรมและล้อขึ้นในยุโรปที่เมืองคาร์โลว์ประเทศไอร์แลนด์ในปี 1998  โรงงานที่เมืองคาร์โลว์ถูกใช้งานจนถึงปลายปี 2004 ก่อนที่เทรคจะย้ายบุคคลากรและเครื่องมือทุกอย่างไปยังแหล่งผลิตใหม่ที่เมืองฮาร์ทมันน์สดอร์ฟ เยอรมนี

 

เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเทรคสามารถตอบสนองความต้องการของสุภาพสตรีที่อยากจะสนุกกับจักรยานด้วย ในปี2000เทรคจึงเปิดสินค้าไลน์ใหม่ขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะคือจักรยานและอุปกรณ์ตกแต่งวีเมน สเปซิฟิก ดีไซน์( Women Specific Design(WSD))  ซึ่งออกแบบให้ลักษณะทางเรขาคณิตเข้ากับสรีระของผู้หญิง และสีสันที่เป็นแบบของผู้หญิงโดยเฉพาะ  ในเดือนตุลาคมปีต่อมา เทรคได้เปิดตัวโปรเจ็คท์ วัน(Project One)เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าให้สามารถเลือกสีสันจักรยานของตนได้ตามต้องการจากแบบที่เทรคมีให้เลือกนับพันๆแบบ นอกจากสีสันและลวดลายบนเฟรมจักรยานแล้วลูกค้ายังสามารถเลือกอุปกรณ์ประกอบจักรยานได้ตามต้องการด้วย

 

 

 

 

 

 

ปี 2006 ถึงปัจจุบัน เทรคบุกตลาดโลกด้วยนวัตกรรมใหม่ ตอกย้ำความเชื่อว่าโลกจะดีขึ้นได้ด้วยการใช้จักรยาน

 

หลังจากหลายปีแห่งการสนับสนุนลีก ออฟ อเมริกัน ไบซิคลิสต์และกลุ่มพันธมิตรไบค์ บีลอง โคอัลลิชั่น องค์กรด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดดล้อมของเอกชนอยู่เบื้องหลัง  เทรคได้ประกาศปฏิญญาว่าด้วยการอนุรักษ์โลกด้วยการรณรงค์ในชื่อ วัน เวิลด์ ทูว์ วีลส์”(One World Two Wheels)ในการประชุมผู้แทนจำหน่ายประจำปี(Trek World Dealer)ขึ้นที่เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน  ด้วยจุดประสงค์หลักของการรณรงค์คือสนับสนุนให้ชาวอเมริกันหันมาขี่จักรยานแทนรถยนต์หากที่ทำงานอยู่ห่างจากที่พักไม่เกิน 3 ก.ม.  แล้วยังบริจาคเงินให้อีก1ล้านดอลลาร์กับลีก ออฟ อเมริกัน ไบซิคลิสต์ในโครงการชุมชนคนรักจักรยานและอีกหกแสนดอลลาร์กับสมาคมเมาเทนไบค์สากล(ไอเอ็มบีเอ)เพื่อใช้พัฒนาโครงการสร้างเส้นทางสำหรับขี่เมาเทนไบค์ของสมาคมฯ ตามด้วยการเข้าควบรวมกิจการกับบริษัทอีเลคตรา ไบซิเคิลในวันที่6 มกราคม 2014  เช่นเดียวกันในปี2014นี้ที่เทรคตัดสินใจสนับสนุนทีมแข่งจักรยานระดับโปรทัวร์เต็มรูปแบบ ด้วยการตั้งทีมจักรยานเทรค แฟคตอรี่ เรซิง (Trek Factory Racing) เทรคไม่เคยลังเลใจที่จะสร้างทีมใหม่โดยมีนักแข่งที่มากประสบการณ์หลายคนในทีมเรดิโอแซคผสมผสานนักแข่งหน้าใหม่อายุน้อยเพื่อสร้างทีมใหม่ที่แข็งแกร่งจากพื้นฐานดีๆที่มีอยู่

 

จากอดีตถึงปัจจุบัน จากโรงนาหลังบ้านของริชาร์ด เบิร์คถึงโรงงานมาตรฐานขนาดใหญ่ทั้งในสหรัฐฯและต่างประเทศ  เทรคคือบริษัทผู้ผลิตจักรยานที่มิได้มุ่งหวังแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว  แต่ได้พยายามจะปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกและกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพของตัวเอง รวมทั้งวิธีการดำเนินธุรกิจแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างเทรคสหรัฐฯกับบรรดาผู้แทนจำหน่ายทั่วโลก  เทรคตั้งความคาดหวังว่าเราหวังว่าทุกครั้งที่มีผู้จ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงของเทรคไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั้งคัน หรือชิ้นส่วน เสื้อผ้าและสินค้าอื่นๆ เท่ากับว่าทุกคนมีส่วนที่ทำให้โลกของเราดีขึ้นและน่าอยู่ขึ้น